Release that Witch แปลไทย



Release that Witch : ปล่อยแม่มดนั่นซะ

Author/ผู้แต่ง : Er Mu/ 二目

ผู้แปล eng : Volarenovels/ Qidian International

เรื่องย่อ

จากโลกสมัยใหม่ ยุคที่เด็มไปด้วยเทคโนโลยีนำสมัย เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เฉิงย่านกลับต้องตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโลกใบใหม่ ราวกับยุคกลางของยุโรปในอดีต ก่อนที่จะต้องพบว่าเขากลายเป็นเจ้าชายนามว่าโรแลนด์ แห่งราชวงศ์วิมเบิลดัน แถมกำลังต้องต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กับเหล่าพี่น้องของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นโลกใบนี้ยังเต็มไปด้วยการล่าแม่มดเหมือนกับโลกของเขาไม่มีผิด แต่สิ่งที่ต่างกันคือ แม่มดนั้นเป็นเรื่องจริง 

*******

ผมแปลเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นแนวใหม่ๆที่ไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ แถมมีความรู้แปลกๆที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าเจออะไรที่แปลไม่ถูกหรืออยากติชมแก้ไขแจ้งกันทางหน้าเฟสได้เลยนะครับ หวังว่าทุกท่านจะชอบเรื่องนี้กันนะครับ :D

ตอนที่ 2: แม่มดนาม แอนนา (ส่วนที่ 1)

ตอนที่ 2: แม่มดนาม แอนนา (ส่วนที่ 1)




ในช่วงเวลาที่โรแลนด์ขังตัวเองไว้ในห้องก่อนจะทบทวนความทรงจำของโลกใบใหม่อย่างระมัดระวัง สิ่งต่างๆเช่นอาหารเย็นจึงถูกนำมาเสิร์ฟโดยข้ารับใช้

โรแลนด์กดความกลัวในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ก่อนที่จะพบว่าตัวเองมีความตั้งใจที่จะเอาชีวิตรอด มันชัดเจนแล้วว่าหากเขาต้องการกลมกลืนไปกับสิ่งต่างๆรอบตัว และหลีกเลี่ยงที่จะทำให้คนรอบข้างสงสัย เขาจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โรแลนด์จำต้องยอมรับว่าเจ้าชายลำดับที่ 4 นอกจากการใช้ชีวิตไปวันๆกับเหล่าลูกชายคนอื่นๆของชนชั้นสูง ไม่มีอะไรอยู่ในเลยสมองแม้แต่น้อย แม้จะคิดแล้วคิดอีกเขาก็ยังไม่สามารถนึกถึงข้อมูลสำคัญๆเช่น ความรู้เกี่ยวกับชนชั้นสูง สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศของตัวเอง หรือความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเรื่องทั่วไปเช่นชื่อของเมืองต่างๆ หรือปีของเหตุการณ์สำคัญนั้น แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ยุโรปที่เขาเคยเรียนรู้มา

ถ้ามองจากความรู้ที่อยู่ในความทรงจำ โรแลนด์คนเก่าไม่มีโอกาสแม้เพียงน้อยนิดที่จะได้ครองบัลลังก์ ดูเหมือนว่าตัวราชาเองก็รู้ดี และเพราะเหตุนั้นเขาจึงถูกส่งมาที่ห่างไกลความเจริญขนาดนี้ เพื่อที่ว่าแม้เขาจะทำอะไรผิดพลาดที่นี้ มันจะได้ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับราชอาณาจักร

ความทรงจำถัดไปเกี่ยวกับเหล่าพี่ชายและน้องสาว ทำให้โรแลนด์ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

พี่ชายคนโตของโรแลนด์ องค์ชายลำดับที่ 1 มีกองทัพที่แข็งแกร่งเกินมาตรฐาน ส่วนพี่ชายคนรองหัวการค้า ฉลาดแกมโกง และรวยมาก พี่สาวคนที่ 3 นั้นน่ากลัว ส่วนน้องสาวคนเล็กนั้นฉลาด นั้นคือทั้งหมดที่เขารู้เกี่ยวกับพี่น้องของตัวเอง โรแลนด์อึดอัดใจเล็กน้อย หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาเป็นทศวรรษ ความรู้ที่มีของโรแลนด์สามารถบรรยายพี่น้องของตัวเองออกมาได้สั้นจนน่าตกใจ กองทัพอะไรที่พวกเขามี ลูกน้องที่มีความสามารถของพวกเขา ความชำนาญต่างๆที่แต่ละคนมี และแผนการอะไรที่แต่ละคนวางเอาไว้...เขาไม่รู้อะไรเลย

ภายในระยะเวลาแค่สามเดือนที่เจ้าชายลำดับที่ 4 มายังเมืองหน้าด่านนี้ เหล่าชนชั้นสูงของเมืองไม่อาจซ่อนอาการดูถูกเหยียดหยามต่อเขาได้อีกต่อไป มันชัดเจนแล้วว่าตัวเจ้าชายไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำได้ โชคยังดีที่องค์ราชาส่งผู้ช่วยมากความสามารถมาช่วยเหลือ เพื่อที่ชาวเมืองจะได้ไม่ต้องมารับกรรมจากการปกครองแย่ๆของโรแลนด์

หลังจากโรแลนด์ตื่นในเช้าวันรุ่งขึ้น ไทร์ หนึ่งในสาวรับใช้ ได้แจ้งเขาหลายครั้งว่ารัฐมนตรีช่วยบาราฟต้องการจะขอเข้าพบ และเพื่อที่จะแสดงออกให้สมกับสิ่งที่โรแลนด์ในอดีตเคยเป็น เขายื่นมือไปแอบจับบั้นท้ายของเธอก่อนจะส่งเธอออกไปแจ้งบารอฟให้ไปพบเขาที่ห้องวาดภาพ

มองดูไทร์เดินออกจากห้อง โรแลนด์ฉุกคิด หลังจากเกิดใหม่ ทำไมเขาไปพบกับระบบอะไรแปลกใหม่ อย่างน้อยๆนั้นเป็นเรื่องราวที่ควรจะเกิดขึ้นตามนิยาย แต่เขากลับไม่พบอะไรแปลกไปจากโลกที่เขาจากมาเลย

ยังไงก็เถอะ ทุกอย่างที่เขาเคยอ่านมายังไงก็เป็นแค่นิยาย
****

ในห้องวาดภาพ บารอฟกำลังรออย่างกระสับกระส่าย ทันทีที่โรแลนด์เดินเข้ามา เขาถามอย่างไม่รีรอ “ฝ่าบาท เหตุใดเมื่อวานท่านถึงไม่สั่งประหารเล่า?”

“หนึ่งวันก่อนหน้า หนึ่งวันให้หลัง มันแตกต่างกันตรงไหน” โรแลนด์ตอบ พร้อมกับตบมือ เพื่อให้คนรับใช้นำอาหารเช้าเข้ามาเสิร์ฟ “นั่งก่อน บารอฟ”

สิ่งที่เขารู้มาจากความทรงจำของโรแลนด์ และตามความเข้าใจของตัวเองคือ หัวหน้าอัศวินมักจะโต้แย้งกับเขาต่อหน้าทันที ไม่ว่าจะต่อหน้าสาธารณชนหรือไม่ก็ตาม ในขณะที่ตัวรัฐมนตรีช่วยมันจะดูสถานการณ์โดยรอบ และชอบที่จะพูดคุยถึงปัญหาอย่างเป็นส่วนตัวเสียมากกว่า และยังไงก็ตามความภักดีของทั้งสอง มอบให้กับองค์ราชา มิใช้ตัวเจ้าชาย

“หนึ่งวันให้หลังอาจจะนำไปสู่การที่แม่มดคนอื่นๆปรากฏตัวนะองค์ชาย! นี้มันไม่เหมือนกับเรื่องบ้าบิ่นอื่นๆที่ท่านเคยทำในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเวลาวุ่นวายเช่นนี้” บารอฟเตือน

“ทำไมท่านถึงพูดเช่นนั้นเล่า?” โรแลนด์ถามพร้อมกับขมวดคิ้ว “ข้านึกว่าท่านมีความสามารถพอที่จะแยกแยะเรื่องงมงายออกจากความจริงได้เสียอีก”

บารอฟถามกลับอย่างงุนงง “เรื่องงมงายอะไรกัน?”

“เรื่องที่ว่าแม่มดเป็นสิ่งชั่วร้าย และเป็นสมุนของปีศาจไงเล่า” โรแลนด์ตอบอย่างใจเย็น ไม่ใส่ใจอาการตกใจของคู่สนทนา “เรื่องพวกนั้นมันไม่ใช่แค่สิ่งที่ทางโบสถ์สอนเราหรอกหรือ? แม้ทางนั้นจะไม่เข้ามาแทรกแซง แต่ในขณะที่เราเลือกจะไม่ช่วยเหลือในการล่าแม่มด เหล่าประชากรในดินแดนกลับตกลงไปในเรื่องงมงายไร้ยางอายที่โบสถ์เผยแพร่อยู่ดี”

บารอฟตกใจ “แต...แต่ถ้าหากว่าแม่มดเป็น...”

“สิ่งชั่วร้ายนะหรือ?” โรแลนด์ถาม “เช่นยังไงล่ะ?”

รัฐมนตรีช่วยว่าการเงียบไปครู่ใหญ่ พลางตัดสินใจว่าเจ้าชายล้อเล่นเอาสนุกกับตัวเขาหรือไม่ “ฝ่าบาท ปัญหาเรื่องนี้สามารถคุยกันได้ในภายหลัง ข้าทราบดีว่าท่านไม่ชอบศาสนจักร หากแต่วิธีการเช่นนี้จะนำมาแต่ปัญหา”

โรแลนด์เม้มปาก ดูท่าว่าการล้างเรื่องงมงายเกี่ยวกับแม่มดไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน ดังนั้นเขาควรปล่อยไปเสียก่อน

หลังจากที่อาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และนมหนึ่งเหยือกมาถึง เขาแบ่งออกเป็นสองจาน เพื่อแบ่งให้คู่สนทนาของเขาทานไปพร้อมๆกัน

“เจ้ายังไม่ได้ทานอะไรมาเลยใช่หรือไม่?” โรแลนด์ถามไปพร้อมกับเริ่มทาน เด็กรับใช้บอกกับเขาว่าบารอฟว่ารอเข้าพบเข้าตั้งแต่เช้าตรู่ ดังนั้นเขาจึงน่าจะยังไม่มีเวลาทานอะไรที ถึงแม้ว่าเขาจะสวมบทบาทเป็นโรแลนด์ แต่เขาเองก็ตั้งใจที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนรอบข้างไปทีละน้อย

รัฐมนตรีผู้นี้เป็นเป้าหมายแรกที่ดีทีเดียวสำหรับแผนนี้ โรแลนด์คิดกับตัวเอง ‘ถ้าหากทำให้คนของเรารู้สึกว่ามีคุณค่า พวกเขาจะยิ่งมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานให้เรามากขึ้น’

การเป็นฝ่ายรุกก่อน เป็นหนทางสู่ชัยชนะอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดไม่ใช่หรือ?

บารอฟรับแก้วนมที่โรแลนด์ยื่นมาให้แต่ไม่ได้ดื่ม กลับพูดต่อไปอย่างกระวนกระวาย “ฝ่าบาท เรายังมีอีกหนึ่งปัญหา เมื่อสามวันก่อนทหารลาดตระเวนพบค่ายพักท่าทางน่าสงสัยที่ป่าทางตะวันตก ดูเหมือนกลุ่มที่พักจะหลบออกไปอย่างเร่งรีบ จึงไม่ทันได้กลบร่องรอย ทหารคนหนึ่งพบสิ่งนี้ที่นั้น”

เขาดึงเหรียญหนึ่งออกมาจากกระเป๋าก่อนวางลงตรงหน้าโรแลนด์ เหรียญนี้ดูไม่เหมือนเงินที่ใช้กันทั่วไปในอาณาจักร อย่างน้อยๆก็ในความทรงจำของโรแลนด์ในอดีต เขาไม่เคยพบเห็นเหรียญเช่นนี้มาก่อน มันไม่ได้แม้แต่จะคล้ายเหรียญทั่วไป ดูท่าทางไม่ได้ทำมาจากโลหะเสียด้วยซ้ำ

เมื่อถือไว้ในมือ เขายิ่งประหลาดใจที่รู้ว่าตัวเหรียญนั้นอุ่น และตัวรัฐมนตรีเองก็ไม่รู้เสียด้วยว่าอะไรเป็นตัวกำเนิดความร้อนอย่างน้อย 40 องศาสเซลเซียสนี้ อุณหภูมิที่ทำให้เขานึงถึงตอนลงแช่น้ำ

“นี้คืออะไรหรือ?” โรแลนด์ถาม
“ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเครื่องประดับที่ถูกทำโดยเหล่าแม่มด หากแต่แท้จริงมันสำคัญกว่านั้น” บารอฟหยุดก่อนจะปาดเหงื่อบนหน้าผาก “รอยสลักบนเหรียญคือเนตรปีศาจแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นตราสัญลักษณ์ของสันนิบาติแห่งพันธมิตรเหล่าแม่มด”

โรแลนด์ลูบไปบนพื้นผิวที่ไม่เท่ากันของเหรียญ เขาเดาว่าน่าจะทำมาจากเซรามิคเผา เขาเห็นว่าตรงกลางของเหรียญสลักเป็นสามเหลี่ยมสามอัน เสมือนภูเขา และมีดวงตาดวงหนึ่งตรงใจกลางของสามเหลี่ยมตรงกลาง ลายเส้นค่อนข้างขรุขระไม่เรียบเนียน เขาคิดว่ามันน่าจะถูกแกะมือ

โรแลนด์พยายามนึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ “เนตรปีศาจแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์” และ “สันนิบาติแห่งพันธมิตรเหล่าแม่มด” หากแต่ไม่หารายละเอียดอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเจ้าชายที่ 4 จะไม่สนใจอะไรในเรื่องมนตราอาคม

โรแลนด์ไม่ได้หวังว่าบารอฟจะรู้รายละเอียดอะไรมากมาย แต่อีกฝ่ายกลับพูดต่อไปทันที “ฝ่าบาท ท่านไม่เคยพบเจอแม่มดมาก่อน ข้าจึงเข้าใจได้ว่าท่านคิดว่าความสามารถของแม่มดเป็นแค่คำพูดเกินความเป็นจริง มันก็ใช่ว่าแม่มดนั้นได้รับบาดเจ็บ หลั่งโลหิต และสังหารได้ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แต่นั้นคือแม่มดที่ไม่สามารถขัดขืนเราได้ หลังจากที่แม่มดยอมรับพลังของปีศาจโดยยอมใช้อายุขัยเป็นข้อแลกเปลี่ยน พลังของพวกนางจะสูงขึ้นจนน่ากลัว มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถแม้แต่จะต่อกร แล้วยิ่งหากพวกนางเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ กองทัพยังต้องพบการสูญเสียขนานใหญ่หากต้องการฆ่าหล่อน ความปราถนาของพวกนางจะไม่สามารถเก็บกลั้นเอาไว้ได้ ซึ่งจะทำให้พวกนางตกลงสู่ความเสื่อม และกลายเป็นข้ารับใช้ของปีศาจไปในที่สุด”
“ดังนั้นทางศาสนจักรจึงได้ออกประกาศศักดิ์สิทธิ์ หากผู้หญิงคนใดมีโอกาสหรือต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด ให้ดำเนินการจับกุมและประหารทันที แม้แต่องค์ราชาเองก็ยังเห็นด้วยกับประกาศนี้ เพราะคำสั่งนี้เองทำให้เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ถูกก่อนโดยแม่มดลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างไปจากร้อยปีก่อน ส่วนตัวภูเขาศักดิ์สิทธิ์เอง ก็รู้จักกันในอีกนามนึงว่าประตูสู่นรก ซึ่งเป็นเพียงแค่ข่าวลือในหนังสือโบราณในอดีต”

โรแลนด์แทะขนมปังไปพร้อมๆกับทำหน้าเยาะเย้ยซ้ำๆหลังจากฟังทุกๆอย่าง ถึงแม้ประวัติศาสตร์ของโลกนี้และโลกที่เขารู้จักจะแตกต่างกันอย่างมาก แต่ความแนวทางการดำเนินของประวัติศาสตร์ช่างคล้ายกันจนน่าตกใจ ในมุมมองของเขา ศาสนจักรของโลกนี้และโลกของเขานั้นแหละ ที่เป็นข้ารับใช้ของปีศาจ การที่ตัดสินโทษตายให้คนๆนึง เพียงเพราะว่าแตกต่างกันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหรอกหรือ? อ้างนามพระเจ้าเพื่อที่จะฆ่าคนนั้นผิดทุกประตู
บารอฟไม่รู้ถึงสิ่งที่อยู่ในความคิดของโรแลนด์ และพูดต่อไป “ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือโบราณ แม่มดจะพบกับความสงบสุขที่แท้จริงยามอยู่ในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ต้องสงสัยเลยว่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากัน คือต้นกำเนิดของปีศาจ ประตูสู่นรกจากโลกมนุษย์ ข้าคิดว่านั้นเป็นเพราะนรกจะไม่ลงทัณฑ์เหล่าผู้ที่อยู่ภายใต้การครอบงำของปีศาจ”

“แล้วสันนิบาติแห่งพันธมิตรเหล่าแม่มดเล่า? พวกเขาเป็นใครกัน? แล้วพวกเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์” โรแลนด์ถาม


บารอฟอธิบายพร้อมกับใบหน้าบูดเบี้ยว “ในอดีต ทุกๆอย่างอยู่ในความสงบเนื่องจากเหล่าแม่มดจะหลีกหนีการจับกุม และอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สันนิบาติแห่งพันธมิตรเหล่าแม่มดได้ปรากฏตัวออกมาและทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป พวกมันรวบรวมแม่มดเพื่อออกตามหาภูเขาศักดิ์สิทธ์ิ์ และด้วยเหตุนี้เองที่ทางสันนิบาติแห่งพันธมิตรเหล่าแม่มดออกรวมรวมแม่มด ปีที่ผ่านมีทารกมากมายหายไปจากท่าเรือเคลียร์วอเตอร์ และข่าวลือต่างว่ากันว่าพวกมันเป็นคนทำ”

ตอนที่ 4: เพลิง

ตอนที่ 4: เพลิง



“ในท้ายที่สุดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นตอนที่เหมืองถล่ม เจ้าช่วยเล่าข้าฟังอย่างละเอียดได้หรือไม่?”

แอนนาผงกหัวก่อนจะเริ่มเล่า

โรแลนด์ประหลาดใจเล็กน้อย  เขาคิดว่าเธอจะเงียบใส่เขา หรือไม่ก็ก่นด่าสาปแช่งเขา กลับกลายเป็นว่าเธอตอบอย่างเรียบง่าย “ถามเรื่องที่ท่านต้องการจะทราบมาเถอะ?” และก็เล่าเรื่องของเธออย่างเชื่อฟัง

มันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย แท้จริงแล้วกลับเป็นเรื่องเศร้าเสียด้วย พ่อของแอนนาเป็นคนเหมืองซึ่งกำลังทำงานอยู่ขณะที่เหมืองถล่ม ทันทีที่รู้ข่าวว่าเหมืองถล่ม แอนนาและครอบครัวของคนเหมืองคนอื่นๆต่างเร่งรีบไปช่วยคนในครอบครัวของตน มีเรื่องเล่าว่าเหมืองเคยเป็นที่อยู่ของอสุรกาย แถมเส้นทางคดเคี้ยวไปหลากหลายทิศทาง เหล่าอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือต่างต้องกระจัดกระจายไปตามเส้นทางต่างๆ ดังนั้นหลังจากที่แอนนาพบพ่อของเธอ จึงมีเพียงแค่ซูซาน และแอนสกาที่เป็นเพื่อนบ้านอยู่ด้วยเท่านั้น

แอนนาพบพ่อของเธอขาถูกทับอยู่ใต้รถเข็นที่เต็มไปด้วยแร่ ขยับไปไหนไม่ได้ ข้างๆพ่อของเธอมีคนเหมืองอีกคนกำลังค้นตัวพ่อของเธอเพื่อขโมยเงิน ทันทีที่เห็นแอนนามาถึง โจรคนนั้นวิ่งไปหยิบพลั่วก่อนจะวิ่งไปยังแอนสกาก่อนจะทุบเขาลงไปกองกับพื้น แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำร้ายเธอ แอนนาสังหารเขาลงเสียก่อน

เพื่อนบ้านของเธอสัญญาว่าจะไม่บอกใครเกี่ยวกับเรื่อง ก่อนที่จะช่วยกันช่วยพ่อของเธอออกมา แต่ก่อนอรุ่ณรุ่งวันถัดมา พ่อของเธอหลบออกจากบ้านไปโดยใช้ไม้ค้ำ เพื่อที่จะแจ้งทหารยามว่าลูกสาวของเขาเองเป็นแม่มด

“ทำไมล่ะ?” โรแลนด์อดไม่ได้ที่จะถาม

บารอฟถอนหายใจก่อนจะตอบแทน “น่าจะเป็นเพราะเงินรางวัล การแจ้งข่าวแม่มด มีรางวัล 25 เหรียญทองราชวงศ์ สำหรับชายขาพิการเงิน 25 เหรียญทองราชวงศ์เทียบเท่ากับการทำงานครึ่งชีวิตเลยก็ว่าได้”

หลังจากเงียบไปครู่นึง โรแลนด์ถาม “ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชายแข็งแรง เจ้าสังหารมันได้อย่างไรกัน”

หลังจากได้ยินแอนนาหัวเราะทันควัน เปลวไฟของคบไฟสั่นไหว ราวกับคลื่นน้ำกลางทะเลสาบที่เงียบสงบ

“ตามที่ท่านคิดนั่นแหละ ข้าใช้พลังของปีศาจ” แอนนาพูดขึ้น

“หุบปาก! นังแม่มดขั่ว!” ผู้คุมตวาดลั่นขึ้น แต่ทุกคนรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาสั่น

“จริงรึ? ข้าอยากจะเห็นมัน” เจ้าชายลำดับที่ 4 ไม่สนใจคนอื่นก่อนจะพูดอย่างใจเย็น

“ฝ่าบาท นี้ไม่ใช่เรื่องตลกนะ!”  หัวหน้าอัศวินแทรกขึ้นมาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเป็นเกลียว

โรแลนด์เดินออกมาจากหลังของอัศวินที่ปกป้องเขาอยู่ ก่อนจะค่อยๆเดินไปยังห้องขัง และกล่าวขึ้น “ใครที่กลัวนางก็เชิญออกไปได้ ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้ามาที่นี่”

“ไม่ต้องกลัวไป นางห้อยจี้แห่งการลงทัณฑ์ของพระเจ้าไว้อยู่” บารอฟตะโกนขึ้นเพื่อรักษาความสงบ และดูเหมือนว่าเพื่อเตือนตัวเองไปพร้อมๆกัน “ไม่ว่าปีศาจร้ายจะทรงพลัง มันก็ไม่มีทางทำลายคำอวยพรของพระเจ้าได้”

หน้าลูกกรง โรแลนด์และแอนนาอยู่ในระยะช่วงแขน เขาเห็นแก้มที่เปื้อนฝุ่นกับรอยช้ำได้อย่างชัดเจน ใบหน้าอันไร้เดียงสาแสดงให้เห็นว่าเธอยังเป็นแค่เพียงผู้เยาว์อยู่ แต่ท่าทางของเธอกลับไม่ได้แสดงถึงความเป็นเด็กแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกไม่เขากันที่เขาเคยเห็นแค่เพียงในโทรทัศน์

ราวกับเด็กกำพร้าที่ต้องทนทรมานกับความยากจน หิวโหย และหนาวเย็น แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปซะทีเดียว โดยทั่วไปแล้วเวลาเด็กๆพวกนี้อยู่หน้ากล้องจะค่อมร่างกายที่บอบช้ำลงอย่างผู้แพ้ แต่แอนนาไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ตั้งแต่แรกพบกันจนถึงตอนนี้ แอนนายังคงพยายามที่ยืนหยัดแม้จะไม่มั่นคง เธอมองไปในดวงตาของเจ้าชาย ปราศจากความกลัวตายใดๆทั้งสิ้น โรแลนด์รู้สึกตัว ที่แท้เธอกำลังรอคอยความตาย

“นี้คือครั้งแรกที่ท่านพบเจอแม่มดใช่หรือไม่ ท่านลอร์ด? ความอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้ท่านตายได้นะ” แอนนากล่าว

“ถ้าหากมันเป็นพลังของปีศาจจริง เจ้าคงไม่ตกมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หรอก” โรแลนด์ตอบ “ถ้าหากมันเป็นจริง ไม่ใช่ข้าหรอกที่ต้องกลัวความตาย แต่เป็นพ่อของเจ้าเสียมากกว่า”

เปลวไฟภายในคุกมืดลงอย่างกะทันหัน และนี่ไม่ใช่ภาพลวงตา เปลวไฟที่จู่ๆก็มอดลงเหลือไว้เพียงไฟดวงเล็กๆ ข้างหลังของเขา โรแลนด์ได้ยินเสียงแตกตื่น มีแม้กระทั่งเสียงคนหกล้มจากความหวาดกลัว

หัวใจของโรแลนด์เต้นรัว เมื่อพบว่าชีวิตของเขาต้องมาพบกับจุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด ด้านหนึ่งคือโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งคือโลกที่เต็มไปด้วยปริศนาและสิ่งที่หยั่งไม่ถึงมากมาย โลกที่เขาอยู่ในปัจจุบัน

‘ที่ห้อยคอเธออยู่คงเป็นจี้แห่งการลงทัณฑ์ของพระเจ้าสินะ? จี้ที่ดูหยาบqธรรมดาqอะไรเช่นนี้นะเหรอ’ โรแลนด์คิดกับตัวเอง ‘ถ้าเธอไม่ได้โดนใส่กุญแจมือไพล่หลังไว้ เธอก็คงสามารถกระชากออกมาได้ง่ายเลยรึเปล่า?’

โรแลนด์เหลือบมองไปยังผู้คนข้างหลังที่กำลังสวดมนต์ด้วยความหวาดกลัว เขายื่นมือเข้าไปกรงขัง คว้าจี้นั้นเอาไว้นะมือ และกระชากสายสร้อยจนขาด การกระทำนี้ทำให้ทุกคนตกใจ แม้กระทั่งแอนนา

“เอาเลยสิ” โรแลนด์กระซิบ

‘ท้ายที่สุดแล้วเจ้าโกหกข้าหรือเปล่า เป็นเพียงแค่คนเล่นแร่แปรธาตุ หรือเป็นแม่มดจริงๆ? ถ้าเธอหยิบขวดกับเหยือกมาผสมกรดต่างๆ ข้าคงผิดหวังอย่างมาก’ โรแลนด์คิด

ทันใดนั้นเองโรแลนด์ได้ยินเสียงดัง น้ำทั้งหลายกลับกลายเป็นไอ พื้นที่เคยเจิ่งนองไปด้วยน้ำ กลับแห้งเหือด ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยไอน้ำร้อน

โรแลนด์เห็นเปลวเพลิงปะทุขึ้นมาจากเท้าของแอนนา พื้นดินกำลังลุกไหม้ คบไฟทั้งหลายกลับระเบิดแสงสว่างจ้าขึ้นพร้อมๆกัน ในระยะเวลาสั้นๆ ห้องขังดูราวกับว่าอยู่กลางดางอาทิตย์อันแสนเจิดจ้า และแน่นอนว่ามีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวตลอดเหตุการณ์

ทันทีที่แม่มดเดินหน้ามายังหน้ากรงขัง เปลวเพลิงเคลื่อนตามเธอ เมื่อยามเธอยืนอยู่ตรงหน้ากรงเหล็ก ทันใดนั้นเองลูกกรงเหล็กกลับกลายเป็นเสาเพลิงลุกโชติช่วง

โรแลนด์จำต้องถอยออกมาเมื่อความร้อนนั้นเริ่มทำให้ผิวหนังของเขาไหม้ เพียงไม่กี่ลมหายใจเขารู้สึกราวกับว่าได้หลบออกมาจากฤดูร้อนอันทรมาน ไม่สิ ความร้อนนี้ไม่ใช่ความร้อนของดวงอาทิตย์ หากแต่เป็นความร้อนจากเปลวเพลิงบริสุทธิ๋ที่อุณหภูมิสูงอย่างบ้าคลั่ง ข้างหนึ่งของร่างกายเขารู้สึกราวกับโดนแผดเผา ขณะที่อีกข้างยังรู้สึกหนาวเย็นจากอุณหภูมิก่อนหน้า

‘...เธอไม่กลัวไฟเลยจริงๆสินะ’ โรแลนด์คิด

ในที่สุดโรแลนด์ก็เข้าใจความหมายของคำพูดของบารอฟ

ตัวของเธอเองคือไฟ แล้วใครที่ไหนกันเล่าที่กลัวตัวเอง

ไม่นานนัก ลูกกรงเหล็กเริ่มกลายเป็นสีเหลือง ก่อนที่จะเริ่มละลาย นี่หมายความว่าไฟจะต้องอุณหภูมิสูงเกินกว่า 1500 องศาเซลเซียส การที่อุณหภูมิสามารถสูงขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีสิ่งใด้ช่วยเลยมันเกินกว่าที่โรแลนด์จินตนาการเอาไว้มาก เหมือนคนอื่นๆ โรแลนด์ตอนนี้จำต้องถอยห่างออกมาจากห้องขัง ยืนชิดกับพนังที่ห่างจากเปลวเพลิงมากที่สุด

หากเขาไม่ทำเช่นนี้ ความร้อนที่หลอมละลายได้แม้กระทั่งเหล็กนั้นสูงพอที่จะฆ่าเขาได้โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง ความร้อนนี้ทำให้เสื้อของแอนนากลายเป็นธุลี ร่างกายของเธอถูกปกปิดไว้ด้วยเพลิงที่โหมกระหน่ำ

โรแลนด์ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่ท้ายที่สุดเปลวเพลิงค่อยๆจางหายไป

คบไฟลุกโชนอย่างเงียบอยู่ที่พนังของห้องข้างๆพวกเขา ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย แต่เสื้อผ้าที่ไหม้เป็นเถ้าถ่านของแอนนา อากาศอันร้อนระอุ และกรงเหล็กที่หลอมละลาย กลับเป็นหลักฐานเตือนว่าสื่งที่พวกเขาเห็นหาใช่ภาพลวงตาไม่

นอกจากโรแลนด์แล้ว มีเพียงคาร์เตอร์เท่านั้นที่ยังสามารถยืนอยู่ได้ คนอื่นทรุดลงไปกับพื้น ผู้คุมหวาดกลัวเสียจนกางเกงส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา แอนนายืนอยู่หน้าห้องขังด้วยร่างอันเปลือยเปล่า โซ่ที่ล่ามแขนเอาไว้หายไป เธอไม่ได้พยายามจะปกปิดร่างกายของตัวเอง แขนสองข้างแนบลำตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจ้องมองมายังเขาอย่างสงบ

“ข้าได้สนองความอยากรู้ของท่านแล้ว ฝ่าบาท” เธอกล่าว “ท่านจะประหารข้าเลยหรือไม่?”


“ไม่” โรแลนด์ก้าวไปข้างหน้า คลุมร่างของเธอด้วยเสื้อโค้ทของเขา และกล่าวอย่างนุ่มนวล “คุณแอนนา ผมอยากจะจ้างคุณ”

ตอนที่ 10 ช่างอิฐ

ตอนที่ 10 ช่างอิฐ

สัปดาห์นี้อากาศไม่ค่อยดี ท้องฟ้าขมุกขมัวเป็นสีเทา อารมณ์ของคาร์ล แวน เบทก็เหมือนกับสภาพอากาศตอนนี้ หดหู่ถึงที่สุด

เขาก้าวเดินไปตามถนนหินแฉะๆ บางครั้งผู้คนทักทายเขา ที่เมืองแห่งนี้เขาเปิดโรงเรียน ที่เมืองหลวงมีเพียงลูกของชนชั้นสูงที่มีความสามารถเท่านั้นที่จะได้เรียน ก่อนจะศึกษาต่อในวิทยาลัยต่างๆ ที่นี้เขาเปิดสอนให้กับลูกสามัญชน ทำให้ชื่อเสียงของเขาในเมืองนี้ดีเป็นอย่างมาก

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแวน เบท”

“ท่านครับ ลูกชายผมเรียนเป็นไงบ้าง?”

“คาร์ล ถ้าเจ้าว่างไปตกปลากัน”

ถ้าเป็นเวลาปกติ คาร์ลจะยิ้มและตอบเสมอ แต่วันนี้เขาเพียงแค่พงกหัวและไม่พูดออกมาสักคำ

หลังจากเห็นแอนนาถูกแขวนคอด้วยตาของตัวเอง โลกนี้ช่างไม่สมประกอบเสียจริง อันที่จริงนับตั้งแต่เขาจากเมืองหลวงเกรย์แคสเซิลมา รอยร้าวนี้ก็เด่นชัด เขาเพียงแค่จงใจทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น ฝังตัวเองอยู่กับงาน แม้กระทั่งใช้รอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กนักเรียนมาหลอกตัวเอง
แต่หลังจากแอนนาตาย เขาคิดกับตัวเอง โลกนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว รอยร้าวที่อยู่ในใจยิ่งเพิ่มขึ้นหลังจากการกระประหาร

แอนนาในความทรงจำของเขาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา จากเด็กกว่าสามสิบคนในชั้น เธอไม่ได้โดดเด่นอะไรเลยเนื่องจากรูปลักษณ์อันธรรมดา แถมยังพูดน้อยมาก แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คาร์ลรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจมากที่สุดคือความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของเธอ ไม่ว่าจะจะเป็นวิชาอะไร ภาษาหรือประวัติศาสตร์ เธอจะจดจำได้ในครั้งแรกที่สอนแม้ว่าจะเป็นวิชาน่าเบื่ออย่างประวัติศาสตร์หรือศาสนา เธอมักจะถือหนังสือไว้ข้างกายตลอดเวลา เขาเคยเห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยแปรงขนแกะของเพื่อนบ้านอย่างนุ่มนวลราวกับทำให้กับทารก ภาพที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาคือรอยยิ้มหวานอย่าวมีความสุขของเด็กสาว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มองเธอเป็นปีศาจไม่ลงอยู่ดี

ไม่นานเกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของแอนนา แม่ของเธอโชคร้ายที่เสียชีวิตไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น หลังจากนั้นเธอไม่มาเรียนอีกเลย เขาไม่ได้พบเธออีกแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านเธอถูกพบว่าเป็นแม่มด และโดนแขวนคอที่ลานกลางเมือง

โดนปีศาจล่อลวง? สกปรก? ปีศาจ? คำผายลมทั้งนั้น! ในใจของเขานี้เป็นครั้งแรกที่เขาสงสัยในคำสอนของโบสถ์

ไม่รู้หรอกว่าแอนนาเป็นแม่มดจริงรึเปล่า แต่นางไม่มีทางกลายเป็นปีศาจไปได้ ถ้าหากเด็กที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ เด็กที่ยังไม่รู้จักโลกอย่างเต็มที่ ยังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นปีศาจ ไอ้พวกขุนนางที่เมืองหลวงก็มาจากขุมนรก สิงสู่โดยปีศาจไม่ต่างกัน!  พวกมันขโมยหินเพื่อเงินไม่กี่ร้อยเหรียญทอง ทำให้โรงละครที่ยังไม่เสร็จถล่ม เป็นเหตุให้ช่างหินกว่าสามสิบคนจากสมาคมของเขาต้องเสียชีวิต
แล้วมันถูกแขวนคอมั้ย? ไม่แม้แต่คนเดียว! ผู้พิพากษาตัดสินให้หัวหน้าสมาคมทำหน้าที่บกพร่อง ก่อนจะโดนเนรเทศ สมาคมถูกสั่งปิด

ทำให้คาร์ล ผู้ซึ่งรู้เรื่องราวทั้งหมด ต้องระหกระเหหนีออกมาจากนครหลวง เดินทางตามถนนสายตะวันตก ผลสุดท้ายมาลงเอยที่เมืองชายขอบแห่งนี้

สุดท้ายเขาก็ตั้งโรงเรียนขึ้นมา เต็มไปด้วยนักเรียน ได้พบเพื่อนบ้านใหม่ๆ สหายใหม่ๆ แต่เรื่องราวทั้งหลายยังถูกสลักลึกลงไปในใจ และคราวนี้อีกคราที่โลกล้อเล่นกับเขา อะไรคือสิ่งชั่วร้าน พระเจ้าผู้สูงส่งแยกแยะมันออกจริงหรือ?

ฟางเส้นสุดท้ายคือ นานะ

นานะและแอนนาไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย อาจจะเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกันเสียด้วยซ้ำ เธอเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา เป็นที่รู้จักดีในโรงเรียน ไม่ค่อยเข้าเรียน แถมตอนเข้าก็ไม่ตั้งใจอีกต่างหาก เอาแต่นอนเล่นอยู่บนพื้นหญ้า หากถามว่านางกำลังทำอะไรอยู่ เธอจะหัวเราะคิกคักก่อนจะบอกว่าดูตั๊กแตนสู้กับมดอยู่

นานะเป็นเด็กชอบหัวเราะเป็นธรรมชาติ โลกที่แสนโหดร้ายไม่สามารถทำอะไรนางได้ อย่างน้อยที่โรงเรียนเธอสามารถมีความสุขและหัวเราะได้ คาร์ลยังนึกสงสัยว่าเธอเคยร้องไห้บ้างไหมตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา

จนเมื่อสองวันก่อน อยู่ๆนานะมาหาเขา “ท่านอาจารย์ ข้าจะถูกแขวนคอเหมือนแอนนาไหม”

เขารู้ในทันใด นานะ ศิษย์ของเขากลายเป็นแม่มดเสียแล้ว

“อ้า นั้นอาจารย์ไม่ใช่รึ? มาช่วยอ่านให้เราฟังหน่อยว่าประกาศนี้มันบอกว่าอะไร”

คาร์ลรู้สึกมีคนมาดึงชายเสื้อ เขามองไปรอบๆก่อนจะพบว่าโดนดึงมาอยู่จตุรัสกลางเมือง ผู้คนมองมายยืนอยู่บริเวณกระดานประกาศของเมือง พลางตะโกนหาคนที่จะมาอ่านให้ฟัง หลังจากได้ยินชื่อของ แวน เบท ทุกคนหลีกทางให้เขาเดินอย่างพร้อมเพรียง

“ท่านอาจารย์ ท่านมาพอดีเลย ช่วยอ่านให้เราฟังหน่อยเถิด”

“เจ้าพูดถูก เดิมที เม็ก จะอ่านให้เราฟัง แต่ก่อนที่มันจะทันอ่าน ดันปวดท้องแล้ววิ่งไปเข้าห้องน้ำเสียแล้ว ตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย”

เหมือนทุกครั้ง คาร์ลพงกหัวพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะอธิบายรายละเอียดที่ติดประกาศอยู่ให้ทุกคนฟัง แม้รอยยิ้มอันกระตือรือร้นของผู้คนรอบด้านจะจริงใจ กลับกันรอยยิ้มของเขาเองต่างหากที่ลวงหลอก ยิ่งได้พบได้เห็นยิ่งยากที่จะสวมหน้ากากเอาไว้ได้

ประกาศแขวนคอแอนนาอยู่เหนือประกาศใบล่าสุด ในขณะที่ผู้คนกำลังถกเถียงกันอย่างตื่นเต้น  แต่แท้ที่จริงแล้วพวกแกมันก็แค่ฆาตกร เขาพูดในใจดังๆ ความขี้ขลาดและหวาดกลัวของพวกแกนั่นแหละที่ฆ่านาง

คาร์ลข่มอารมณ์ของตัเวอง สูดลงหายใจก่อนจะไปยืนหน้าใบประกาศ

“เจ้าชายรับสมัครแรงงานสำหรับโครงการก่อสร้างของเมือง หลายตำแหน่งหน้าที่”

แต่อันที่จริงข้าเองก็เป็นฆาตกรไม่ต่างกัน แล้วข้ามีสิทธ์อะไรที่จะไปโทษคนอื่น? คนที่สอนทุกคนว่าแม่มดคือสิ่งโสสมไม่ใช่ข้าเองหรอกหรือ? คาร์ลรู้สึกความขื่นขมที่อยู่ในบอก ดูเถอะ ทุกอย่างที่ทุกคนรู้ ข้าเองที่เป็นคนสอน ทุกอย่างตามคำสอนของโบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้าคิดมาตลอดว่าข้าสอนได้ดี นรกเถอะ

“ช่างบดหิน เฉพาะเพศชาย อายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี สุขภาพแข็งแรง ค่าจ้าง 25 เหรียญทองแดงราชวงศ์ต่อวัน”

“ช่างดินเหนียว ไม่จำกัดเพศ อายุมากกว่าสิบแปดปี ควรจะมีประสบการณ์ก่อสร้าง ค่าจ้าง 45 เหรียญทองแดงราชวงศ์ต่อวัน”

“ช่างฝีมือ เฉพาะเพศชาย สิบแปดปีขึ้นไป ค่าจ้าง 12 เหรียญทองแดงราชวงศ์ต่อวัน”
“……”

‘ไม่ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง หากความตายของแอนนามันไม่มีทางแก้ได้ อย่างน้อยข้าต้องไม่ปล่อยให้นานะตาย’ คาร์ลได้ยินเสียงในใจตะโกนก้อง ‘สมาคมช่างอิฐล่มสลายเพราะเจ้าไม่ลุกขึ้นสู้ แอนนาถูกแขวนคอก็เพราะเจ้าไม่ลุกขึ้น เจ้าจะยืนนิ่งเฉยมองเด็กน้อยโดนส่งไปแขวนคออีกคนรึไง?’

แต่ข้าจะทำอะไรได้? จะหนีออกจากเมืองไปพร้อมกันนานะ? ข้าเองก็มีครอบครัวที่ยอมหนีออกจากเมืองหลวงมาพร้อมกัน แต่เมื่อชีวิตกำลังจะดีขึ้นกลับต้องมาจากไปอีกครั้ง? นานะเองก็เกิดในครอบครัวมีฐานะ เธอจะยอมจากบ้านเกิดของตนเองลงรึ?

“ช่างหินอิฐ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ประสบการณ์ก่อสร้างของเมือง เช่นป้อมปราการ หรือสิ่งป้องกันต่างๆ ศาลาว่าการจะจ้างในระยะยาว ค่าจ้าง 1 เหรียญทองราชวงศ์ต่อเดือน”

“เพิ่มเติม: คนที่มีประสบการณ์สูงและทำงานได้ดี อาจได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ”

หลังจากอ่านประกาศจบ ผู้คนเริ่มส่งเสียงดัง “เดือนล่ะ 1 เหรียญทอง นั้นมันมากกว่าเงินที่ทหารม้าของป้อมได้อีก”

“เจ้าจะสมัครมั้ย? เจ้าสร้างป้อมปราการเป็นรึเปล่า?”

“เจ้า อย่าเอาแต่มองสิ ไปสมัคร เจ้าจะได้รับเงินตามวันที่ทำงาน รวมแล้วมันดีกว่าไปออกล่าสัตว์อีก”

“ใช่แล้ว เวลาออกล่าโอกาสที่จะตายมีไม่น้อย หากเจ้าเลี่ยงมัน ก็มีโอกาสหลงป่าอีก”

คาร์ล แวน เบท ไม่สนใจคำพูดจาของผู้คน เขากำลังสนใจตราประทับ และชื่อที่ลงนามไว้ท้ายประกาศ ซึ่งเป็นของเจ้าชายโรแลนด์ วิมเบิลดัน เจ้าชายลำดับที่ 4 แห่งราชอาณาจักร

เจ้าชายไม่รู้รึไงว่าว่าเดือนของปีศาจกำลังจะมาเยือนแล้ว? ไม่ว่าอะไรที่เขาต้องจะสร้าง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มเลย ดูเหมือนฝ่าบาทจะไม่รูอะไรเกี่ยวกับการก่อสร้างเลย เนื่องจากเขาเคยเป็นช่างอิฐมาก่อน เขาจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก......ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของคาร์ล บางทีผ่านการรับสมัครเช่นนี้ เขาเอาได้เข้าพบเจ้าชาย อำนาจสูงสุดของเมือง

ความคิดนั้นทำให้คาร์ลต้องกลืนน้ำลายลง เขาจะโน้มน้าวเจ้าชายให้เชื่อว่าแม่มดไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายได้ไหม? มีข่าวลือเกี่ยวกับความคิดแปลกๆของฝ่าบาทมากมาก เขาน่าจะเป็นแตกต่างจากคนทั่วไป แถมยังเกลียดโบสถ์มาอีกด้วย บางทีเขาอาจจะโน้มน้าวได้ก็เป็นได้ เขาคิดในใจถึงแม้การประหารของแอนนาจะถูกตัดสินโดยเจ้าชาย แต่ทุกคนก็เห็นว่าท่านทำอย่างไม่เต็มใจนัก

เจ้าชายเองพึ่งย่างเข้ายี่สิบปี น่าจะไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหล่าเด็กสาวพวกนี้ยังอยู่ในวัยแต่งงาน จะกลายมาเป็นปีศาจร้ายได้อย่างไร?

แน่นอนสุดท้ายคาร์ลอาจถูกตีหน้าว่าเป็นพวกฝักใฝ่แม่มดแล้วถูกส่งขึ้นแท่นประหาร กฏของศาสนจักรประกาศไว้อย่างชัดเจนว่ามันผู้ใดที่ช่วยเหลือ ให้ที่พักพิง ฝักใฝ่ เหล่าแม่มด จะถูกมองว่าละทิ้งความเป็นมนุษย์และเป็นบริวารของปีศาจ

มีเพียงเจ้าชายที่เกลียดโบสถ์คนนี้คนเดียวเท่านั้นที่เป็นความหวังสุดท้ายของเขา ในเมื่อเขาเป็นคนเดียวที่นี้ที่มีอำนาจพอที่จะทำให้กฏของศาสนจักรกลายเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ

คาร์ลภาวนาในใจ

ถึงแม้ไม่รู้ว่าควรภาวนากับพระเจ้าพระองค์ไหน แต่เขาหลับตาลงภาวนาขอคำอวยพร

แด่ความทรงจำของแอนนา เพื่อนานะที่ยังมีชีวิตอยู่ และเพื่อตัวข้าเอง เพื่อที่รอยร้าวในใจจะได้หยุดลงเสียที


เขาเลือกที่จะเสี่ยง

ตอนที่ 7: การฝึก (ส่วนที่ 2)

ตอนที่ 7: การฝึก (ส่วนที่ 2)


เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้เท้าของเธอก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

นี้เป็นความพยายามครั้งที่ 23

และเธอก็ล้มเหลวอีกครั้ง

หน้าผากของเธอเต็มไปด้วยหยดเหงื่อ แต่เธอแค่ใช้หลังมือปาดออกไป ก่อนที่เสียงของเปลวไฟจะดังขึ้นมาอีกครั้ง

การฝึกของแอนนาเริ่มขึ้นโดยไม่มีการหยุดพัก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชุดเครื่องแบบถูกถอดพับอย่างเป็นระเบียบวางไว้ห่างออกไป ถ้าเธอไม่ทำเช่นนี้ ชุดใหม่คงกลายเป็นขี้เถ้าไปนานแล้ว

โชคดีที่โรแลนด์เป็นถึงเจ้าชาย การหาเสื้อคลุมมาให้เธอสวมใส่ขณะที่ผึกไม่ใช่เรื่องยาก เขาสั่งให้ ไทร์ สาวใช้นำชุดคลุมออกมาเต็มตะกร้า เพื่อให้แอนนาสวมใส่

การฝึกครั้งที่ 24 เริ่มแสดงผลลัพธ์ออกมา ไฟไม่ได้ออกมาจากใต้เท้าของเธออีกต่อไป แต่กลับมาปรากฏบนฝ่ามือของเธอ เธอพยายามขยับแขนเพื่อให้เปลวไฟไปอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่เปลวเพลิงกลับร้อนแรงขึ้นก่อนที่จะเผาแขนเสื้อคลุม แล้วลามไปปกคลุมเสื้อทั้งหมด

แอนนาดับไฟแต่เสื้อคลุมของเธอถูกเผาไปจนหมดเสียแล้ว เธอจึงเดินไปยังตะกร้าก่อนจะหยิบตัวใหม่ขึ้นมาสวม

นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ทันทีที่เสื้อผ้าของแอนนาถูกเผาโรแลนด์จะหันไปมองที่อื่นทุกครั้ง แต่แอนนาไม่สนใจด้วยซ้ำถ้าเขาจะมอง

อันที่จริงแล้วถ้าไม่ใช่เพราะโรแลนด์ห้ามเอาไว้ เธอคงจะถอดเสื้อผ้าออก แล้วฝึกไปทั้งอย่างนั้น กลางวันแสกๆแท้ๆ ถึงแม้ถ้าเป็นเช่นนั้นโรแลนด์จะได้ดูรูปร่างของเธอดีดี แต่เขากลัวว่าเขาคงไม่สามารถทำงานกับสาวเปลือยได้อย่างสงบเป็นแน่ โดยเฉพาะเมื่อร่างของเธอถูกปกลุมไปด้วยเปลวไฟ มันช่างดูหลงใหลไปอีกแบบ

โรแลนด์สะบัดหัวไล่ความคิดสกปรกออก ดูเหมือนว่าจะเชี่ยวชาญพลังเวทย์จะไม่ง่ายเอาเสียเลย เป้าหมายในตอนนี้คือการที่แอนนาสามารถควบคุมไฟไว้ในฝ่ามือและปลายนิ้วโดยไม่ทำลายเสื้อผ้าของตัวเองเสียก่อน แต่ในท้ายที่สุดเขาต้องการให้ไฟของแอนนาร้อนพอสามารถหลอมแท่งเหล็กที่สนามหญ้าได้โดยไม่เกิดความเสียหายอื่นๆ

หลังจากความพยายามครั้งที่ 30 ล้มเหลว โรแลนด์รีบเข้าไปหยุดให้เธอพักเสียก่อนที่เธอจะทันได้เริ่มฝึกต่อทันที

แอนนามองมายังเขาอย่างแปลกใจแต่ไม่ได้พูดอะไร

โรแลนด์จำเป็นต้องเดินไปหาเธอ ก่อนที่จะดึงแขนเธอมายังเก้าอี้ ก่อนจะบังคับเธอให้นั่ง

“เจ้าเหนื่อยแล้ว ถ้าหากเหนื่อยเจ้าควรจะพัก ไม่ต้องใจร้อนไป เรายังพอมีเวลา” เขาช่วยปาดเหงื่อออกจากหน้าผากอันเปียกชุ่มของแอนนา ก่อนจะพูดต่อ “มาพักดื่มชาตอนบ่ายเร็วหน่อยก่อนดีกว่า”

โรแลนด์รู้ว่าเหล่าชนชั้นสูงของอาณาจักรเกรย์คาสเซิลไม่มีนิสัยดื่มชาตอนบ่าย เนื่องจากผลิตผลในโลกนี้ค่อยข้างต่ำ ทำให้คนธรรมดายากที่จะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรส คนบนโลกนี้ไม่เคยชินกับการทานอาหารวันละสามมื้อ อย่าว่าแต่สี่มื้ออย่างที่เขาทำทุกวันนี้เลย ส่วนเหล่าบุตรชายของชนชั้นสูงเวลาเช่นนี้มักจะไปหาความสุขกันตามผับไม่ก็คาสิโน

เพื่อที่จะสร้างธรรมเนียมวัฒนธรรมใหม่ๆ โรแลนด์จำเป็นต้องยึดหน้าที่ของเด็กรับใช้และลงมือทำอาหารเอง เนื่องจากไม่มีใครคุ่นเคยกับเรื่องนี้เท่าเขา สำหรับเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่น พวกเขาไม่มีใบชาเลย จึงใช้เอลแทน ในอนาคตเขาจำเป็นต้องนำเข้าใบชามาให้ได้

ดังนั้นที่สวนหลังปราสาท ในกระท่อมไม้ ปาร์ตี้น้ำชายามบ่ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกรย์แคสเซิลถูกจัดขึ้น

แอนนามองไปยังจานต่างๆที่เต็มไปด้วยขนมอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง เมื่อไหร่กันที่อาหารดูดีขนาดนี้?

ถึงเธอจะไม่รู้ว่าเค้กสีขาว แต่งหน้าด้วยผลไม้สีแดงดูน่าทานที่เธอพึ่งกลืนลงไปชื่อ แต่ได้การได้ทานขนมหวานที่ดูน่าอร่อย ตกแต่งสวยงามขนาดนี้ ทำให้โลกของเธอแปลกตาขึ้นไปอีกขั้น

โรแลนด์ดูท่าทางตื่นเต้นของแอนนาอย่างภาคภูมิใจ แม้เธอจะยังดูตื่นตระหนกอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ถึงสตรอว์เบอร์รีจะเป็นแบบเชื่อม และไม่สดเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ทานเค้กจนเกลี้ยง

โรแลนด์รู้สึกประทับใจกับใบหน้าของแม่มดตัวน้อยที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งกว่าเวลาที่เขาทานเองเสียอีก เมื่อแอนนานำเค้กเข้าไปในปาก ดวงตาของเธอเปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์ เส้นผมที่ปลิวไสวไปกับสายลม เมื่อเห็นภาพนี้หัวใจของโรแลนด์สั่นไหว ก่อนจะสัญญากับตัว ‘มันไม่ดีแน่ถ้าจะทำอาหารห่วยออก’

การพัฒนาความรู้สึกก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสามารถ

มองแอนนายามเธอฝึกฝนและใช้เวลาร่วมกันช่วงปาร์ตี้น้ำชายามบ่ายกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ลืมเรื่องการเมืองปกครองไปเสียหมด ยังดีที่มีบารอฟคอยจัดการทุกอย่างให้อย่างเป็นระเบียบ

สามวันผ่านไป บารอฟจึงนำข้อมูลการผลิตต่างๆของเมืองมารายงานยังห้องทำงานของโรแลนด? นี่เป็นเวลาที่บารอฟไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น เจ้าชายลำดับ 4 ที่ไรซึ่งความอดทนสำหรับเอกสารซับซ้อนกองพะเนินกลับเป็นฝ่ายร้องขอซะเอง
แต่ผลสุดท้ายโรแลนด์ก็ไม่ได้มีความอดทนเหมือนเดิม… โรแลนด์อ่านไปได้แค่สองประโยคก่อนจะเวียนหัว ก่อนจะออกคำสั่งให้บารอฟ “อ่านให้ข้าฟังที”

เข้าใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มฟังบารอฟรายงานก่อนที่เขาจะพบเรื่องผิดปกติ “ทำไมรายรับทั้งภาษีกับการค้าของเมืองช่วงฤดูหนาวถึงได้เป็นศูนย์?”

ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมาก การเก็บเกี่ยวก็จะลดต่ำลง ซึ่งก็พอเข้าใจได้ แต่อะไรคือการที่ไม่มีรายรับเลย คนที่นี้เค้าจำศีลกันรึไง?

บารอฟกระแอม “ฝ่าบาทลืมไปแล้วหรือ? ในฤดูหนาว เป็น’เดือนของปีศาจ’ เทืองแห่งนี้ไม่ความสามารถป้องกันตัวเองได้ พลเมืองทุกคนต้องอพยพไปยังป้อมปราการลองซอง แต่ฝ่าบาทโปรดวางใข ความปลอดภัยของท่านสำคัญที่สุด”

“เดือนของปีศาจ?” โรแลนด์คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เค้าไม่ค่อยใส่เรื่องราวภูติผีปีศาจของโลกนี้มากนัก เนื่องจากมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระของโลกที่ยังล้าหลัง แต่ดูเหมือนว่าสำหรับโลกที่แม่มดยังเป็นเรื่องจริงเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเรื่องราวไร้สาระพวกนั้นอาจเป็นไปได้จริงๆขึ้นมาก็ได้  

เมื่อครั้งเขาอยู่เมืองหลวง ครูสอนประวัติศาสตร์เคยอธิบายถึง “เดือนของปีศาจ” อย่างละเอียดไว้ว่า ทุกฤดูหนาวหลังหิมะโปรย และดวงอาทิตย์ลาหลับหลังเทือกเขา ความมืดมิดจะปกคลุม ประตูสู่ปรโลกจะเปิดออก วิญญาณร้ายจากนรกจะสิงสู่สิ่งมีชีวิต เปลี่ยนพวกมันให้เป็นข้ารับใช้ของปีศาจ สัตว์ป่าจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจทรงพลัง ถือกำเนิดขึ้นด้วยเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือโจมตีมนุษยชาติ แม่มดส่วนมากก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน และพลังของพวกนางจะแข็งแกร่งมากกว่าปกติ

“เจ้าเคยเห็นมันไหม? ประตูสู่ปรโลกนั่นนะ” โรแลนด์ถาม

“ฝ่าบาท มนุษย์ธรรมดาจะเคยพบเห็นได้เช่นไรกัน?” บารอฟส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “โปรดอย่าพูดถึงเรื่องเป็นไปไม่ได้เช่นนั้นเลย เทือกเขาที่พวกมันมาไม่สามารถบุกยึดได้แม้แต่น้อย เพียงภายเข้าไปใกล้ก็จะโดนควันพิษเล่นงานแล้ว อาการแรกเริ่มจะปวดศีรษะ หนักที่สุดถึงขั้นเป็นบ้า นอกเสียจากว่า…”

“นอกจากว่าอะไร?”
“นอกจากคนผู้นั้นจะเป็นแม่มด มีเพียงพวกนางเท่านั้นที่สามารถไปถึงประตูนั้นได้ เพราะพวกนางได้กลายเป็นข้ารับใช้ของปีศาจแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลัวพลังร้ายของปีศาจที่ปกป้องอยู่” เมื่อพูดถึงแม่มด บารอฟมองไปทางสวนอย่างไม่ตั้งใจ

“สัตว์อสูรเล่า เจ้าเคยเห็นบ้างไหม?” โรแลนด์เคาะโต๊ะเพื่อดึงสติของบารอฟกลับมา

“อันที่จริงข้าเองก็ไม่เคยเห็น เช่นเดียวกับฝ่าบาท นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามายังชายแดนของราชอาณาจักร ที่ใจกลางของอาณาจักร ในปราสาท น้อยคนนักที่จะเคยได้พบพานกับเหล่าปีศาจพวกนี้”

ถ้าต้องอพยพกันทุกปีแบบนี้เขาจะพัฒนาเมืองนี้ยังไง? ตอนแรกเขาคิดว่าเมืองชายขอบนี้ แม้จะอยู่กลางแดนรกร้าง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาอยู่ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะกลายเป็นแค่ฝันกลางวันเสียแล้ว

“ในเมื่อที่ป้อมลองซองสามารถป้องกันสัตว์ปีศาจได้ แสดงว่าพวกมันไม่ได้อมตะ สามารถฆ่าได้ แล้วทำไมเราถึงทำแบบนั้นที่นี้ไม่ได้ล่ะ?”

“กำแพงของที่ป้อมนั้นสูง รวมไปถึงมีกองกำลังพิเศษของดยุคไรอันประจำการอยู่ แต่เมืองเล็กๆนี้ไม่มีอะไรที่จะนำไปเปรียบเทียบได้เลยแม้แต่น้อย” บารอฟอธิบาย “เดิมทีเมืองแห่งนี้ถูกก็ตั้งไว้เพียงเพื่อเป็นหน้าด่านสำหรับป้อมปราการอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้นเองเมืองนี้ถึงตั้งอยู่ระหว่างเชิงของเทือกเขาทิศเหนือและแม่น้ำแดง


อ่อออ เมืองของเขาแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เป้าล่อปืนใหญ่สำหรับป้องกันศัตรู ตั้งกลางเส้นทางเดียวที่พวกมันต้องผ่าน โรแลนด์หัวเราะอย่างเงียบขรึมทันทีที่ได้ยิน

************

บางครั้งจะแปลทับศัพท์ ไม่ก็เป็นชื่อไทยไปเลย แต่ไม่ค่อยอยากใช้เป็นคำจีนสักท่าไหร่เพราะธีมนิยายจะออกแนวยุโรปหน่อยๆนะครับ